หนึ่งในคำถามสำคัญที่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ ควรถามตัวเองให้บ่อยขึ้น นั่นคือ "ถ้าหากเม็ดเงินที่ต้องจ่ายสูงกว่าผลตอบแทน" ที่เราจะได้รับในระยะยาว เหตุใดเราจึงยังต้องแบกรับและรอคอยต่อไป?
แม้ว่าคำถามดังกล่าวจะฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงของการบริหารงานนั้นกลับตอบได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทของคุณมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง กับทำเลที่ตั้ง สัญญากรรมสิทธิ์ระยะยาว หรือ สิ่งที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ" ที่สร้างความรู้สึกอึดอัดจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
แต่ตัวจริงเรื่องการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อย่างสายการบินไรอันแอร์ เพิ่งจะพิสูจน์และแสดงให้คนทั้งโลกเห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า ไม่มีคู่ค้ารายใหญ่หรือสนามบินแห่งใดในโลก ที่จะ "มีอำนาจล้นฟ้า" จนทำให้โครงสร้างธุรกิจที่มีการบริหารต้นทุนอย่างเด็ดขาด ต้องยอมเสียสละผลกำไรเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่เอาเปรียบ
จากการรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดในปัจจุบัน ทาง Ryanair ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการประกาศอย่างเป็นทางการว่า มีแผนการที่จะยุติการดำเนินงานและการประจำการของฝูงบิน จำนวน 7 ลำที่ศูนย์กลางการบินเบอร์ลิน ภายในช่วงปลายปีนี้ พร้อมทั้งดำเนินการปรับลดจำนวนเที่ยวบินเข้าออก ในพื้นที่เมืองหลวงของเยอรมนีลงเกือบครึ่งหนึ่ง เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารทรัพยากรใหม่
สำหรับบุคคลทั่วไปสิ่งนี้อาจจะดูเหมือนข่าวสารปกติ ที่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ถ้าหากเราทำการวิเคราะห์และมองให้ลึกลงไป นี่คือดัชนีชี้วัดและสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัด ที่ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่ตัวเลขเที่ยวบินที่หายไป หากแต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐ โครงสร้างต้นทุน และ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และเงินทุน ที่ ทุกคนในโลกของการทำธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาอย่างจริงจัง
ก่อนจะวิเคราะห์แนวคิดการบริหารงานที่มีวินัยของฝั่งสายการบิน เราจำเป็นต้องมาศึกษาพฤติกรรมและความผิดพลาดของฝั่งเบอร์ลินกันก่อน เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าอากาศยานแห่งนี้ได้ปรับขึ้นราคาอย่างไม่สมเหตุสมผล โดยมีการปรับขึ้นค่าบริการการใช้พื้นที่และรันเวย์สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ นี่ยังไม่รวมถึงแผนนโยบายระยะยาวที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก ในช่วงระหว่างปี 2027 ถึง 2029 ที่กำลังจะมาถึง
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายภาษีการบินในระดับประเทศ ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจนทำลายความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ต้นทุนต่อหัวประชากรพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในส่วนของค่าธรรมเนียมการรักษาความปลอดภัยก็เตรียมปรับขึ้น ที่จะปรับตัวขึ้นเป็นเท่าตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมถึงระบบค่าบริการควบคุมน่านฟ้าทางเทคนิค ที่ขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าอย่างน่าใจหาย
ผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายขูดรีดทางภาษีเช่นนี้ ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตลาด นั่นคือ สถิติจำนวนผู้โดยสารรวมของสนามบินเบอร์ลิน เกิดความเสียหายเชิงตัวเลขอย่างน่าใจหาย จากที่เคยรองรับสัญจรสูงสุดในยุคก่อน หดตัวลงมาเหลือเพียงตัวเลขที่น่าเป็นห่วง โครงสร้างต้นทุน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่สูงมาก แต่สิ่งที่น่าตกใจและสร้างความฉงนให้กับนักวิเคราะห์คือ แม้ว่าจะเห็นสัญญาณอันตรายและตัวเลขที่ตกต่ำลงอย่างชัดเจน แต่หน่วยงานผู้มีอำนาจตัดสินใจของเบอร์ลินกลับเลือกที่จะ "ใช้มาตรการเพิ่มราคาเพื่อชดเชยส่วนต่างขาดทุน" แทนที่จะยอมถอยเพื่อสร้างแคมเปญกระตุ้นและเยียวยาสายการบินต่างๆ
ตามหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจระดับสากล มีสัจธรรมที่เด่นชัดในเรื่องของกลไกตลาดว่า ราคาและปริมาณความต้องการมีความสัมพันธ์ในทิศทางผกผันกัน กล่าวคือเมื่อคุณตัดสินใจยกระดับราคาให้สูงขึ้น ความต้องการซื้อและการเข้าใช้บริการของกลุ่มลูกค้าก็จะยิ่งดิ่งลงตามไปด้วย
หากแต่ความตื้นเขินในการวางแผนของภาครัฐเยอรมนี ไม่ใช่เพียงแค่การลืมกฎเศรษฐศาสตร์พื้นฐานเท่านั้น นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงที่สับสนระหว่าง "อำนาจต่อรองที่ได้มาจากการเป็นเจ้าของพื้นที่" กับ "การรักษาฐานพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืน"
กลุ่มทุนผู้บริหารอาจหลงคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า ว่าตนเองถืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าสายการบิน เพราะสถานที่แห่งนี้คือประตูสู่เมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทว่าในสมรภูมิการค้ายุคใหม่ที่ความคล่องตัวคือหัวใจของการอยู่รอด สายการบินสามารถตัดสินใจโยกย้ายฝูงบินจำนวนหลายลำ เพื่อเปลี่ยนไปลงจอดในทำเลอื่นที่ต้อนรับพวกเขามากกว่า ส่งผลให้อำนาจต่อรองที่เคยคิดว่ามั่นคงนั้นพังทลายลงอย่างง่ายดาย
กรณีศึกษานี้ไม่ต่างอะไรจากเรื่องราวของ เจ้าของอาคารพาณิชย์หรือทำเลให้เช่า ที่คอยแต่จะรีดไถและยกระดับค่าบริการรายเดือนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่เคยเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนหรือความเดือดร้อนของผู้เช่า จนวันหนึ่งเมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้เช่าหลักตัดสินใจ ถอนตัวออกไปแสวงหาพันธมิตรใหม่ในดินแดนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ในทำเลรอบนอกที่มีมาตรการภาษีและสิ่งจูงใจที่ดีกว่าเดิม สิ่งที่น่าเศร้าคือเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว
หลายคนที่ไม่เข้าใจกลไกตลาดอาจจะตีความและมองว่า นี่คือการยอมจำนนและการเสียส่วนแบ่งทางการตลาดของไรอันแอร์ แต่ถ้าหากเราใช้เลนส์ของนักบริหารมืออาชีพมาจับจ้อง นี่คือตัวอย่างที่งดงามและคลาสสิกที่สุดของการ "การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการถอยเชิงรุก"
ขึ้นชื่อว่า Ryanair พวกเขาไม่ใช่องค์กรที่บริหารงาน ด้วยการคาดเดาหรือใช้อารมณ์ความรู้สึกเหนือเหตุผล หากแต่พวกเขามีระบบการคำนวณและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน และประสิทธิภาพของต้นทุนแฝงในระดับที่เข้มข้นที่สุด ดังนั้นทันทีที่ระบบประมวลผลระบุว่าน่านฟ้าเบอร์ลิน ตลาดเบอร์ลินไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุนอีกต่อไป แนวทางการปฏิบัติที่เฉียบขาดจึงไม่ใช่การยื้อเวลาเพื่อต่อรอง แต่คือการสั่งเคลื่อนย้ายและจัดสรรทรัพยากรไปสู่ทำเลใหม่ที่ดีกว่าทันที
ซึ่งผลลัพธ์คือพวกเขาสามารถตั้งเป้าทะยานยอดผู้โดยสารไปสู่ระดับ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งถือเป็นสถิติที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจากจำนวน 149 ล้านคนในปี 2019 และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังประกาศเปิดรับสมัครพนักงาน เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างธุรกิจของพวกเขายังคงแข็งแกร่งและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ทรัพยากรและเงินทุนไม่ได้สูญหายไปไหน หากแต่เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม
ในสังคมการค้าแถบเอเชียเรามักจะถูกหล่อหลอมและปลูกฝังความเชื่อ เรามักจะให้คุณค่ากับคำว่า "ความอดทน" และการฝ่าฟันอุปสรรค แต่ในโลกของความเป็นจริงทางพาณิชย์ที่มีความผันผวนสูง การดันทุรังรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่คอยแต่จะรีดไถผลประโยชน์ ไม่ใช่ความซื่อสัตย์สุจริตหากแต่เป็นการทำลายเสถียรภาพของบริษัท และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายอย่างช้าๆ ของธุรกิจคุณเอง
คำพูดของซีอีโอระดับแนวหน้าอย่าง Eddie Wilson ได้สะท้อนความจริงใจผ่านประโยคเด็ดที่ว่า "เราไม่มีออปชันอื่น" หลังจากที่ทางบอร์ดบริหารสนามบินตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราค่าบริการ พร้อมทั้งให้ความเห็นเชิงวิเคราะห์ว่าการจัดเก็บภาษีของภาครัฐมีความบกพร่อง และเปิดเผยข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ Ryanair ก็ได้ทำการปิดฐานบิน ในเมืองใหญ่อย่างแฟรงก์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟ และสตุตการ์ตมาแล้วเช่นกัน ซึ่งรวมเป็นการสูญเสียกำลังรบฝูงบินรวมถึง 13 ลำออกจากเยอรมนี นี่คือข้อคิดที่ทรงพลังสำหรับผู้ประกอบการทุกคนว่า: การฝืนใจจับมือกับพันธมิตรที่ดำเนินนโยบายขูดรีดผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นนักธุรกิจที่มีคุณธรรม แต่มันคือการเดินหน้าเข้าสู่ทางตันและทำลายอนาคตของพนักงานทุกคนในองค์กร
สิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาที่สุดในกรณีศึกษาของสนามบินเบอร์ลินคือ วิกฤตการณ์ทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเลขที่กระโดดขึ้นมาในทันที หากแต่พวกมันค่อยๆ สะสมและปรับเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากการปรับขึ้นภาษีทีละสิบเปอร์เซ็นต์ ต่อด้วยการเพิ่มราคาค่าบริการรายทาง ทำให้นักบริหารมักจะมองข้ามและคิดว่าเป็นสัดส่วนงบประมาณที่ ไม่ได้สลักสำคัญและยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอควบคุมได้ แต่ทันทีที่สิ้นสุดไตรมาสแล้วเปิดดูงบการเงินในภาพมหภาค จะพบว่าเม็ดเงินรวมที่สูญเสียไปนั้นขยายตัวขึ้นเป็นทวีคูณ
ในแวดวงนักบัญชีและที่ปรึกษาองค์กร เราเรียกปรากฏการณ์ที่เป็นอันตรายร้ายแรงนี้ว่า "ภัยเงียบจากการกัดเซาะอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง" ซึ่งเป็นสภาวะที่มีความร้ายกาจและตรวจพบได้ยากกว่า ภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกทันที เนื่องจากมันจะไม่ทำให้ระบบพังพินาศลงในวันเดียว ส่งผลให้ผู้บริหารและทีมงานส่วนใหญ่เลือกที่จะปรับตัว และแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าในแต่ละเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งที่อัตราการทำกำไรของบริษัทลดลงจนเข้าสู่ภาวะขาดทุน
ดังนั้น ข้อพึงระวังสำหรับคนทำมาหากินในยุคนี้คือ ควรระบุเป็นมาตรการบังคับในองค์กรเลยว่าทุกไตรมาสจะต้องมี "การตรวจสอบและล้างบางต้นทุนแฝงอย่างละเอียด" จงเลิกติดกับดักการพิจารณาแค่ยอดกำไรขาดทุนประจำสัปดาห์ หรือดูเพียงแค่กระแสเงินสดหมุนเวียนชั่วคราวเท่านั้น หากแต่ต้องตั้งโจทย์และทวงถามกับทีมบริหารอย่างจริงจังว่า "โครงสร้างและสัดส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ของเราขยับตัวไปในทิศทางใดในระยะยาว?"
รากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้กลุ่มทุนสายการบินรายนี้ Ryanair คือการสร้างสถาปัตยกรรมระบบการทำงานที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้าย พวกเขามีการวางแผนมาเพื่อให้ระบบสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการเลือกใช้เครื่องบิน เพียงโมเดลสายพันธุ์เดียวสำหรับทุกเส้นทางนั่นคือรุ่น Boeing 737 ซึ่งการทำมาตรฐานเดียวกันในลักษณะนี้ส่งผลดีอย่างมหาศาล ทำให้ทั้งกัปตัน เจ้าหน้าที่เทคนิค และพนักงานต้อนรับบนเครื่อง สามารถย้ายไปสลับสับเปลี่ยนหน้าที่ตามศูนย์บินต่างๆ ได้ทันที ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฝึกอบรมหรือเรียนรู้ใหม่ ระบบปฏิบัติการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นสูงสุด
ผลลัพธ์คือเมื่อเกิดเหตุการณ์พลิกผันและข้อขัดแย้งทางนโยบายขึ้น ทีมบริหารจึงสามารถประกาศมาตรการและเริ่มกระบวนการ ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายระบบโลจิสติกส์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเลิกจ้างพนักงานโดยไม่สมัครใจเลย เพราะบุคลากรทุกคนจะได้รับทางเลือกในการโอนย้าย ไปทำหน้าที่ในศูนย์การบินสาขาอื่นที่มีสถิติผลกำไรที่ดีกว่า
หากหันกลับมามองบริษัทแบบดั้งเดิมที่มีโครงสร้างไร้ความยืดหยุ่น ที่ทรัพยากรและระบบงานส่วนใหญ่ถูกผูกติดอยู่กับ สำนักงานใหญ่ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไร้การพัฒนา เมื่อบริบทของตลาดเกิดความผันผวนและเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ องค์กรเหล่านั้นมักจะไม่สามารถปรับตัวได้ทันเวลาและต้องล่มสลายไป